วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แผนกลยุทธ์ขององค์กร บริษัท โออิชิกรุ๊ป จํากัด (มหาชน)



ประวัติความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงพัฒนาที่สำคัญ
                 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2542 คุณตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ ได้เปิดให้บริการร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์ตลอดทั้งวัน แห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ "OISHI" หรือ "โออิชิ" ที่สุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ) ซึ่งสร้างความแตกต่างและความแปลกใหม่ให้แก่ผู้บริโภค ทั้งรูปแบบการให้บริการและราคา โดยคำนึงถึงความสดใหม่และความคุ้มค่าของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ทำให้ได้รับกระแสตอบรับอย่างสูงจากผู้บริโภค  ส่งผลให้ชื่อ "โออิชิ" มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยม และความเชื่อถือ จากกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัยอย่างรวดเร็ว ต่อมาในปี 2543 ได้จัดตั้ง บริษัท โออิชิ เรสเตอร์รอง จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 10 ล้านบาท (ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) "บริษัทฯ") กิจการร้านอาหารได้เริ่มขยายสาขาออกไปในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อตอบรับกระแสความนิยม และความต้องการของลูกค้า ต่อมาบริษัทฯ ได้เล็งเห็นศักยภาพและโอกาส ในการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเบเกอรี่เพื่อสุขภาพ จึงได้เปิดร้านอาหารประเภทดังกล่าวภายใต้ชื่อร้านค้าต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของกลุ่มลูกค้า ดังสามารถลำดับพัฒนาการสำคัญของธุรกิจในกลุ่มบริษัท จากอดีตถึงปัจจุบัน ได้ดังนี้
  • 2542 เปิดดำเนินการร้านอาหารญี่ปุ่น "โออิชิ" สาขาแรกที่สุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ)
  • 2544 เปิดให้บริการร้านบะหมี่ญี่ปุ่น ด้วยรสชาติที่ถูกปากคนไทย และรูปแบบการตกแต่งร้านที่ทันสมัย ภายใต้ชื่อ "โออิชิ ราเมน
  • 2544 เปิดให้บริการร้านเบเกอรี่เพื่อสุขภาพ "อิน แอนด์ เอาท์ เดอะเบเกอรี่ คาเฟ่"
  • 2545 เปิดบริการร้านอาหารระบบสายพานวนสไตล์บุฟเฟ่ต์ ที่บริการทั้งข้าวปั้นหน้าต่างๆ และสุกี้หม้อไฟญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ "ชาบูชิ"
  • 2545 เปิดร้านค้าแบบสะดวกซื้อสำหรับข้าวปั้นหน้าต่างๆ ภายใต้ชื่อ "โออิชิ ซูชิบาร์"
  • 2545 เปิดบริการ Dining Complex ภายใต้ชื่อ "ล็อกโฮม
  • 2546 เปิดดำเนินการครัวกลางแห่งใหม่ที่โรงงานนวนคร หน่วยผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อสนับสนุนการขายภายในร้านค้าของบริษัทฯ
  • 2546 เริ่มการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวออกสู่ตลาด ภายใต้ชื่อ "โออิชิ กรีนที"
  • 2546 เปิดให้บริการร้านสุกี้และบาร์บีคิว ภายใต้ชื่อ "โอเคสุกี้แอนด์บาร์บีคิว"
  • 2546 ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ สำหรับร้านโออิชิ ราเมน และ "อิน แอนด์ เอาท์ เดอะเบเกอรี่ คาเฟ่"
  • 2547 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2547
  • 2547 นำหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทเข้าทำการซื้อขาย ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในนาม "OISHI" เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2547
  • 2547 ดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ สำหรับ ร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์
  • 2547 เปิดให้บริการ "โออิชิ แกรนด์" แกรนด์บุฟเฟ่ต์ ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ด้วยบรรยากาศสไตล์โมเดิร์นแจแปนนิส กับบริการเหนือระดับ และอาหารหลากหลายชนิด เกรด A และหาทานยาก
  • 2548 เริ่มผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมอะมิโน ภายใต้ชื่อ "อะมิโน โอเค"
  • 2549 มิถุนายน 2549 เปิดดำเนินการโรงงาน อมตะนคร
  • 2549 พฤศจิกายน 2549 ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องดื่มน้ำผลไม้ รสส้ม ภายใต้ชื่อ "เซกิ ซุปเปอร์ ออเร้นจ์"
  • 2550 เปิดให้บริการร้านอาหาร ภายใต้ชื่อ "ชายทะเล"
  • 2550 ออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผลไม้เซกิ รสทับทิม
  • 2550 ออกชาเขียว รสชาดำผสมมะนาว
  • 2551 มีนาคม 2551 ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ กาแฟพร้อมดื่ม ภายใต้ชื่อ "คอฟฟิโอ"
  • 2551 เปิดให้บริการร้านอาหาร Maido Ookini Shokudo แฟรนไชส์จากประเทศญี่ปุ่น

วิสัยทัศน์
             เป็นผู้นำและสร้างสรรค์ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนรุ่นใหม่




พันธกิจ
  • รักษาคุณภาพการผลิตและการบริการธุรกิจ ทางด้านอาหาร เบเกอรี่ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มุ่งมั่นสร้างและรักษาความนิยมของผู้บริโภค ในสินค้าของ "โออิชิ" ให้มีความต่อเนื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน มีการจัดการด้านสุขลักษณะที่ดี
  • เลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพปลอดภัยและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า เพื่อให้ได้รับการยอมรับ จากทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ
  • ปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิต การวิจัย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการแข่งขัน ในด้านราคาและด้านคุณภาพ กับคู่แข่งขัน ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศไทย มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น


แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ 

             - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก (PEST Analysis) 
            - การวิเคราะห์แรงผลักดัน 5 ประการ (Five Force Analysis) 
            - การวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมภายนอกและภายในองค์กร (SWOT Analysis)
            - การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรวม(TOWS Matrix) 
            - กลยุทธ์ระดับบริษัท (Corporate-level Strategy) 
            - กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business-level Strategy) 
            - กลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional-level Strategy)

แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการและกลยุทธ์การตลาด
             - การแบ่งส่วนตลาด การกําหนดตลาดเป้ าหมาย และการวางตําแหน่งผลิตภัณฑ์ (STP) 
            - กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด (4Ps Marketing Mix Strategy) 
            - กลยุทธ์ผลัก-กลยุทธ์ดึง (Push-Pull Strategy)





แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์(Strategic Management) 
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก (PEST Analysis) 
               เป็นการวิเคราะห์ปจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกซึ่งเป็นปจจัยในระดับมหภาคอันได้แก่ กฎหมายและการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และเทคโนโลยี โดยปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกเหล่านี้อาจก่อให้เกิดโอกาสและอุปสรรคที่มีผลกระทบต่อการดําเนินกิจการของธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วยการวิเคราะห์ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน ดังต่อไปนี้

สภาพแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมาย (Political and Legal) 
                เป็นการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและกฎหมายที่อาจจะมีผลทั้งในเชิง บวกและเชิงลบต่อการดําเนินงานขององค์กร เช่น สถานะความมั่นคงของรัฐบาล แนวโน้มของ กฎระเบียบข้อบังคับที่จะออกมาใหม่และกฎระเบียบข้อบังคับที่ใช้อยู่ในปจจุบัน นโยบายภาษีและการค้า การออกกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ลักษณะของสังคมและกฎหมาย การจ้างงาน เป็นต้น

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ (Economic) 
                 เป็นการวิเคราะห์ทิศทางของเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงานขององค์กร เช่น สถานการณ์ปจจุบันและการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอัตราเงินเฟ้อและอัตรา ดอกเบี้ย ผลผลิตมวลรวมในประเทศ การค้าระหว่างประเทศและดุลการชําระเงิน และอัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

สภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural)
                 เป็นการวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการ ดําเนินงานขององค์กร เช่น อัตราการเติบโตของจํานวนประชากรและอายุเฉลี่ย สุขภาพของ ประชากร การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชากร สังคมวิถีชีวิตของสังคมเมืองและสังคมชนบท ระดับการศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ ค่านิยม วัฒนธรรม และการติดต่อสื่อสาร เป็นต้น

สภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี (Technology)
                 เป็นการวิเคราะห์สภาพความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่จะมีผลต่อการดําเนินงานของ องค์กร เช่น ผลกระทบของเทคโนโลยีใหม่ๆ ผลกระทบของระบบอินเตอร์เน็ตและระบบการ ติดต่อสื่อสารแบบมีสายและแบบไร้สาย และระยะทางที่ไกลจากสํานักงานใหญ่ กิจกรรมการวิจัย และพัฒนา ผลกระทบของการถ่ายทอดด้านเทคโนโลยีเป็นต้น

การแข่งขันระหว่างธุรกิจที่มีอยู่ในอุตสาหกรรม (Rivalry among existing firms)
                   เป็นการวิเคราะห์เกี่ยวกับคู่แข่งขันทั้งหมดที่อยู่ในธุรกิจเดียวกันกับเราผลิตภัณฑ์และ ตลาดเดียวกับเราเพื่อตรวจสอบดูว่าคู่แข่งของเรามีกลยุทธ์อะไรบ้างที่มากระทบองค์กรของเรา เช่นการวิเคราะห์ขนาดของคู่แข่งขัน กําลังการผลิต เงินทุน ส่วนแบ่งการตลาด กลยุทธ์ของคู่ แข่งขัน รวมถึงสภาพเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อการแข่งขัน ซึ่งถ้าการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตใน อุตสาหกรรมมีความรุนแรงมากผลกําไรของอุตสาหกรรมก็จะลดลงโดยสามารถ พิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของการแข่งขันได้ดังต่อไปนี้
               - จํานวนและดุลยภาพของคู่แข่งขัน หมายถึง หากมีคู่แข่งขันอยู่จํานวนมากแต่ละ องค์กรย่อมมีการพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ ออกมาต่อสู้แข่งขันเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ให้ตนเองซึ่งยิ่งทําให้ก่อให้เกิดการแข่งขันรุนแรงยิ่งขึ้น 
               - อัตราการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมจะส่งผลต่อโอกาสในการเจริญเติบโตของ บริษัทในอุตสาหกรรมทําให้มียอดขายเพิ่ม หากมีอัตราการเติบโตตํ่าก็จะส่งผลต่อการแข่งขัน ด้านราคาทําให้กําไรน้อยลง 
               - คุณลักษณะของสินค้าหรือบริการ ถ้าสินค้าหรือบริการไม่มีความแตกต่างกันยิ่ง ต้องมีการนําเสนอที่มากทําให้ต้นทุนการตลาดสูงด้วย 
               - อุปสรรคกีดขวางการออกจากอุตสาหกรรม เช่น เป็นทรัพย์สินที่เป็นเฉพาะด้าน หรือมีการลงทุนสูงในตัวทรัพย์สิน ข้อตกลงกับสหภาพแรงงานในการจ่ายชดเชยที่สูงมากเป็นต้น
               - ความภักดีในตรายี่ห้อ ถ้าลูกค้ามีความภักดีในตรายี่ห้อสูงการแข่งขันก็จะน้อย 
               - กําลังการผลิตส่วนเกิน ถ้าอุตสาหกรรมมีกําลังผลิตส่วนเกินการแข่งขันจะรุนแรง
               - ต้นทุนคงที่ของธุรกิจ และต้นทุนในการเก็บรักษา
               - คู่แข่งมีเป้าหมายกลยุทธ์ที่หลากหลาย เช่น มีเป้าหมายต้องการส่วนครองตลาด ไม่เน้นกําไร ต้องการสภาพคล่องในสภาวการณ์ช่วงนั้นการแข่งขันก็จะรุนแรง








การวิเคราะห์ SWOT เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยที่ประกอบด้วยส่วนของปัจจัยภายใน คือ จุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) และปจจัยที่เป็นสภาพแวดล้อมภายนอก คือ โอกาส (Opportunities) และอุปสรรค (Threats) ผลจากการวิเคราะห์จะถูกนําไปใช้เป็น ฐานข้อมูลในการกําหนดทิศทางการดําเนินงานหรือวิสัยทัศน์ตลอดจนกลยุทธ์ในการดําเนิน ธุรกิจขององค์กรต่อไป ดังนั้นจึงต้องวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนตามสภาพความเป็นจริงที่ เป็นอยู่และประเมินโอกาสและอุปสรรคอย่างถูกต้องเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถ นําไปใช้ประโยชน์ได้จริง 
                  1. จุดเด่นหรือจุดแข็ง (Strengths) เป็นปัจจัยที่เป็นจุดเด่น หรือข้อดีที่เกิดจาก สภาพแวดล้อมภายในบริษัท องค์กรต้องวิเคราะห์การดําเนินงานภายใน เช่น การบริหาร การเงิน การตลาด การวิจัยและพัฒนาเพื่อพิจารณาถึงจุดแข็งของการดําเนินงานภายในเหล่านี้ เป็นระยะ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของการดําเนินงานเหล่านี้เพื่อการเสริมสร้างความเข้มแข็ง และความได้เปรียบของบริษัท 
                  2. จุดด้อยหรือจุดอ่อน (Weaknesses) เป็นปัจจัยที่เป็นจุดด้อยหรือข้อบกพร่องที่ เกิดจากสภาพแวดล้อมภายในต่างๆ ของบริษัท เป็นสิ่งที่บริษัทควรปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือขจัดให้ หมดไปอันจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัท 
                  3. โอกาส (Opportunities) เป็นปัจจัยภายนอกซึ่งเป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อม ภายนอกของบริษัทเอื้อประโยชน์ หรือส่งเสริมการดําเนินงานของบริษัท ดังนั้นบริษัทจึง จําเป็นต้องวิเคราะห์ว่าปัจจัยใดที่สามารถส่งผลกระทบ ที่เป็นประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อการดําเนินการของบริษัท และจะสามารถใช้โอกาสเหล่านี้มาเสริมสร้างให้บริษัทเข็มแข็งขึ้น ได้อย่างไร 
                  4. อุปสรรค (Threats) เป็นปัจจัยภายนอกซึ่งเป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อมภาย นอกของบริษัทส่งผลกระทบในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม เป็นการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เป็นผลเสียและเป็นโทษต่อบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงจําเป็นต้องหลีกเลี่ยงหรือ ปรับสภาพให้มีความแข็งแกร่งพร้อมที่จะเผชิญแรงกระทบดังกล่าวได้ 




การแบ่งส่วนตลาด (Segmentation)
                      การตลาดแบบแบ่งตลาดออกเป็นกลุ่มๆหรือการตลาดเป้าหมาย (Segment marketing) เป็นการตลาดที่ผู้ขายจะแบ่งตลาดออกเป็นกลุ่มๆ แล้วเลือกที่จะเข้าไปทําตลาดเฉพาะกับกลุ่มที่ เห็นว่ามีขีดความสามารถจะทําได้จากนั้นก็พัฒนาส่วนประสมการตลาดเข้าไปเสนอ ตัวแปรของ การแบ่งส่วนตลาดหลัก ได้แก่ 
                    - การแบ่งส่วนตลาดตามภูมิศาสตร์ (Geographic Segmentation) คือ การแบ่งตลาด ตามอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ที่มีความแตกต่างกัน เช่น ตามรัฐ ภาค ประเทศ จังหวัด เป็นต้น
                    - การแบ่งส่วนตลาดตามคุณลักษณะทางประชากรศาสตร์ (Demographic Segmentation) คือ การแบ่งส่วนตลาดโดยใช้ตัวแปรทางประชากรศาสตร์เช่น อายุ เพศ ขนาดครอบครัว วัฎจักรครอบครัว รายได้ อาชีพ การศึกษา ศาสนา เชื้อชาติ และสัญชาติ ตัวแปรทางประชากรศาสตร์เป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคที่นิยมใช้ มากที่สุด 
                    - การแบ่งส่วนตลาดทางจิตวิทยา (Psychographic Segmentation) คือ การแบ่งส่วน ตลาดโดยใช้ วิถีการดํารงชีวิต บุคลิกภาพ ค่านิยม ของผู้บริโภคเป็นตัวแปร 
                    - การแบ่งส่วนตลาดตามพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Segmentation) คือ การแบ่ง ส่วนตลาดกลุ่มผู้บริโภคโดยอาศัยพื้นฐานของผู้บริโภคในด้านต่างๆ เช่น ความรู้ ทัศนคติ การใช้ผลิตภัณฑ์ และปฏิกิริยาตอบสนองต่อผลิตภัณฑ์ คุณลักษณะของส่วนตลาดที่ดี มีดังนี้ 
                     - สามารถวัดได้ (measurable) คือ สามารถจะทราบว่าขนาดของตลาด อํานาจ ซื้อโดยรวม0มีขนาดใหญ่พอที่จะทํากําไรได้ (Substantial) ตลาดมีความใหญ่ พอที่บริษัทสามารถจะทํากําไรให้คุ้มกับความพยายาม 
                     - สามารถเข้าถึงได้ (accessible) หมายความว่า บริษัทสามารถจะเข้าไป ตอบสนองส่วนของตลาดเหล่านั้นได้ 
                     - มีความแตกต่าง (differentiable) เป็นส่วนตลาดที่จําเป็นต้องมีการตอบสนอง ความต้องการของแต่ละตลาดที่ต่างกัน
                     - สามารถดําเนินการได้ (actionable) โปรแกรมการตลาดที่กําหนดขึ้นสามารถ นํามาใช้กับส่วนของตลาดได้




ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) 
              การส่งเสริมการตลาด หมายถึง เครื่องมือหนึ่งที่มีความสําคัญในการติดต่อสื่อสาร ให้ข้อมูลระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ เพื่อสร้างความ เชื่อถือ ทัศนคติที่ดีแจ้งข่าวสาร จูงใจให้เกิดความต้องการ เตือนความทรงจําเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โดยคาดว่าจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึก ความเชื่อถือหรือพฤติกรรมการซื้อ เป็น กุญแจสําคัญของการตลาดสายสัมพันธ์ โดยเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารมีหลายประเภทซึ่งอาจ เลือกใช้ได้ดังนี้ 
             1. การโฆษณา (Advertising) เป็นทุกกิจกรรมในการเสนอข่าวสารโดยใช้สื่อ ต่าง ๆ เกี่ยวกับองค์กร ผลิตภัณฑ์บริการ โดยมีการจ่ายเงินหรือเป็นผู้อุปถัมภ์รายการ 
             2. การขายโดยพนักงานขาย (Personal Selling) เป็นการจูงใจให้ซื้อสินค้าโดย บุคคลมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดการขายและสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า 
             3. การส่งเสริมการขาย (Sales Promotion) เป็นเครื่องมือกระตุ้นความต้องการ ซื้อที่ใช้สนับสนุนการโฆษณา การขายโดยใช้พนักงานขาย และการให้ข่าว ซึ่งสามารถ กระตุ้นความสนใจให้เกิดการทดลองซื้อสินค้า เครื่องมือส่งเสริมการขายประกอบด้วย - การส่งเสริมการขายมุ่งสู่ผู้บริโภค (Consumer promotion) เช่น การแจก ตัวอย่างสินค้า คูปองคืนเงินสด ลดราคา ของแถม ชิงรางวัล ทดลองใช้ฟรี รับประกัน ขายควบ สาธิต ตกแต่งจุดขาย เป็นต้น - การส่งเสริมการขายมุ่งสู่คนกลาง (Trade Promotion) เช่น การลดราคาให้ ร้านค้า สนับสนุนการโฆษณาและตกแต่งร้านค้า สินค้าตัวอย่าง - การส่งเสริมการขายมุ่งสู่ธุรกิจและพนักงานขาย (Business and SalesForce Promotion) เช่น ร่วมงานแสดงสินค้า จัดประชุม แข่งขันการขาย และ โฆษณาพิเศษต่างๆ



                   ทั้งนี้การจะใช้กลยุทธ์ผลัก หรือกลยุทธ์ดึงนั้นขึ้นอยู่กับปจจัยหลายประการรวมถึง ความสัมพันธ์ของบริษัทกับร้านค้า งบประมาณการส่งเสริมการตลาด อุปสงค์สําหรับสินค้าของ บริษัท บริษัทที่มีความสัมพันธ์อันดีกับร้านค้าอาจเลือกใช้กลยุทธ์ผลักและทํางานใกล้ชิดกับ สมาชิกของช่องทางการจัดจําหน่าย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสั่งสต๊อกสินค้าเพิ่มและส่งเสริมสินค้า ของบริษัท



วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สรุป บทที่ 3 E-business strategy

LEARNING OUTCOMES

           1. กลยุทธ์ทำให้เราเห็นทิศทางอนาคต การปฏิบัติขององค์กร หรือส่วนของหน่วยงานในองค์กร
           2. เป้าหมายอาศัยสารสนเทศทั้งภายในและภายนอก เพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ขององค์กร หรือการนำสารสนเทศมาช่วยในองค์กรเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั่นเอง

อะไรคือกลยุทธ์
         
            - เพื่อที่จะบรรลุวัตถุประสงค์
            - เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่วางเอาไว้
            - ในการตลาด จะทำให้ประสบความสำเร็จ
            - กลยุทธ์เป็นแผนระยะยาว

ความสัมพันธ์ระหว่างกลยุทธ์ E-Business และกลยุทธ์อื่นๆ




แบบจำลองกระบวนการกลยุทธ์ทั่วไป


รูปแบบกลยุทธ์ E-Business Dynamic







Business Environment



สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ จึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ ด้วยกัน ได้แก่

- สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจ Internal Environment คือสภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนด และ ควบคุมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
- สภาพแวดล้อมภายในธุรกิจ External Environment ภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้                   ปัจจัยกลุ่มนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด ถือว่าเป็นปัจจัยที่           ควบคุมไม่ได้แต่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคแก่ธุรกิจ ซึ่งประกอบ               ด้วย สิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค


สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับจุลภาค (Micro External Environment) 
      คือ ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถ ควบคุมได้ แต่สามารถเลือก ที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
- ตลาด หรือลูกค้า (Market)  
- ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ (Suppliers)
- คนกลางทางการตลาด (Marketing Intermediaries)
- สาธารณชนและกลุ่มผลประโยชน์ (Publics) 


สภาพแวดล้อมภายนอกธุรกิจระดับมหภาค (Macro External Environment)
         คือ สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์กรธุรกิจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แบ่งออกได้เป็น 4 ประการ ได้แก่
                   - ด้านการเมืองและกฎหมาย 
                   - เศรษฐกิจ
                   - สังคม
                   - เทคโนโลยี

S (Strengths) จุดแข็ง 
                เป็นปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ตามศักยภาพของธุรกิจที่มีอยู่ จุดแข็งนี้จะก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจ ซึ่งส่งผลมาจากการบริหารงานภายในระหว่าง ผู้บริหารและบุคลากร หรืออาจมาจากความได้เปรียบในด้านทรัพยากรทางการบริหารต่างๆ เช่น มีสถานภาพทางการเงินที่มั่นคง ที่ตั้งอยู่ใกล้ทั้งแหล่งวัตถุดิบและแหล่งจัดจำหน่าย บุคลากรมีประสบการณ์และความสามารถสูง ฯลฯ



W (Weaknesses) จุดอ่อน 
               เป็นปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาภายในธุรกิจ อันเนื่องมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ข้อจำกัดบางประการของศักยภาพทางธุรกิจ ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลร้ายถ้าไม่รีบดำเนินการแก้ไข เช่น ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพ ไม่คงที่ ขาดการประสานงานที่ดีภายในองค์กร ฯลฯ

O (Opportunities) โอกาส 
               เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือไม่เกิดขึ้นได้ แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันส่งผลดีให้กับธุรกิจโดยบังเอิญ เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้น นโยบายของรัฐให้การสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ สินค้าของคู่แข่งมีคุณภาพต่ำ ฯลฯ

T (Threats) อุปสรรค 
               เป็นปัจจัยภาย นอกที่ธุรกิจไม่สามารถเข้าไปควบคุมให้เกิดหรือ ไม่เกิดขึ้นได้ และเป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันเลวร้ายที่ส่งผลกระทบให้ธุรกิจเสียหาย เช่น รัฐบาลขึ้นภาษี ปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น เกิดภัยสงครามหรือภัยธรรมชาติ ฯลฯ




E-environment










วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สรุป บทที่ 2 E-Business Infrastructure

LEARNING OUTCOMES ผลการเรียนรู้

           -  ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ใช้ในโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ ภายในองค์กรและคู่ค้า
           -  ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถเข้าถึงการทำงานของพนักงานกับอินเตอร์เน็ต และโฮสติ้งของบริการ E-Commerce


ปัญหาปัจจุบันของเว็บไซต์ E-Business

           -  ปัญหาความช้าของเว็บไซต์
           -  เข้าไปแล้วไม่เจอข้อมูลของเว็บไซต์
           -  ช่องโหว่ของโปรแกรมที่มีปัญหาของเว็บไซต์
           -  การขนส่งข้อมูลที่ไม่ตรงเวลา
           -  การส่งอีเมลที่ไม่ถึงผู้รับ
           -  ความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า, ข้อมูลบัตรเครดิต




โครงสร้างพื้นฐานของ E-Business มีทั้งหมด 5 Layer

         Layer 1  บริการแอปพลิเคชั่น มีความสะดวกสบายในการทำธุรกรรม หรือซื้อขายสินค้าออนไลน์
         Layer 2  เครือข่าย ซอฟแวร์ สนับสนุน Layer 1 ได้แก่ Webbrowser, Database
         Layer 3  อินเตอร์เน็ต การขนส่งข้อมูล WIFI, 3G, 4G
         Layer 4  การเก็บข้อมูล บันทึกข้อมูล สำรองข้อมูล
         Layer 5  การสืบค้นข้อ
*จะขาด Layer ใด Layer หนึ่งไปไม่ได้


KEY MANAGEMENT ISSUES OF E-BUSINESS INFRASTRUCTURE





INTERNET


              อินเทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ที่มีการ เชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายหลาย ๆ เครือข่ายทั่วโลก โดยใช้ภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่าง คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า โพรโทคอล (Protocol) ผู้ใช้เครือข่ายนี้สามารถสื่อสารถึงกันได้ ในหลาย ๆ ทาง อาทิ อีเมล เว็บบอร์ด และสามารถสืบค้นข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ รวมทั้งคัดลอกแฟ้มข้อมูลและโปรแกรมมาใช้ได้


อินเตอร์เน็ตใหญ่แค่ไหน?

          -  กว่าหนึ่งพันล้านผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก
          -  โครงสร้างอินเตอร์เน็ตขนาดใหญ่ที่ผู้คนเข้าถึง
          -  วัดจากจำนวนของเซิฟเวอร์
          -  จำนวนหน้าดัชนีเครื่องมือค้นหา


INTRANET AND EXTRANET



          อินทราเน็ต  เครือข่ายส่วนตัวภายในองค์กร โดยใช้มาตรฐานอินเตอร์เน็ต เพื่อให้พนักงานแบ่งปันข้อมูลกันภายในองค์กร


          เอ็กซ์ทราเน็ต  การขยายอินทราเน็ตให้กับลูกค้าหรือผู้ร่วมงานนอกองค์กร



FIREWALL

          -  ซอฟต์แวร์เฉพาะ ติดตั้งอยู่แยกต่างหากเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นจุดที่องค์กรเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต
          -  ในการปกป้องข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร



WEB EVOLUTION


WEB 1.0 
ลองนึกย้อนไปตอน Internet เพิ่งเริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงๆจังๆ (คงไม่รวมเอาแบบยุคเริ่มต้นเกินไปก็ได้นะ)เราจะเริ่มหรือเคยเห็นมีเว็บไซต์หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของเว็บไซต์ก็จะเป็นการนำเอาข้อมูลที่ตัวเอง ต้องการนำเสนอไปทำในรูปแบบของ html หรือข้อมูลต่างๆที่เราเห็นอยู่นั่นแหละไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ หรืออินเตอร์เน็ต ส่วนเราผู้ใช้ก็มีหน้าที่ คือกดเข้าไปอ่านส่วนเจ้าของก็คือมีหน้าที่คือ Update ข้อมูลเข้ามาทำกันไปกันมาแบบเดียวกันนี้แหละ ซึ่งโดยสรุปเราอาจจะเรียกวิธีการแบบนี้ว่าเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว หรือเรียกว่า One Way Communication ก็ได้

WEB 2.0 
จาก WEB 1.0 ต่อมาเว็บไต์ก็เริ่มมีการพัฒนา พวก WEB Board, Blog, มีการนำภาพมาแชร์ นำ วีดีโอ มา Post มีการแชร์ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน พูดคุย ถกเถียงกัน นินทา ประจาน ใส่ร้ายก็มี ทั้งจากเจ้าของเว็บไซต์เอง หรือจากคนที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์กันเองเรียกว่า ผู้ใช้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ข้อมูล หรือ Content ในเว็บไซต์นั้นมีการ update และพัฒนา ปรับปรุง อย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เว็บไซต์มีรูปแบบของการสื่อสารเป็นแบบสองทาง หรือ Two Way Communication ซึ่งพอมาถึงจุดนี้ทำให้ อินเตอร์เน็ตมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากกกก ลองดูข้อมูลที่ผมได้มา จากภาพก็พอจะเข้าใจว่าเกิดไรขึ้นบ้างในช่วงเวลาไม่กี่ปีของการพัฒนาจาก WEB 1.0 มาเป็น web 2.0

WEB 3.0 
จาก WEB 2.0 ก็เริ่มขยับก้าวเข้ามาสู่ช่วงของ WEB 3.0 ...แล้วอะไรละที่เพิ่มเข้ามา ก็มีคนสรุปไว้ค่อนข้างเยอะ ผมเองก็อ้างอิงและผนวกกับประสบการณ์และมุมมองส่วนตัวเข้ามาว่า สื่งที่คนพัฒนาเว็บกำลังพยายามทำกันต่อก็คือ แก้ไขปัญหาของข้อมูลหรือ Content ที่ไม่มีคุณภาพต่างๆ ที่ WEB 2.0 ได้สร้างขึ้น ซึ่งมีการขยายขนาดและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วทำยังไงละผู้ใช้ถึงจะสามารถเข้าถึง Content หรือสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ง่ายและตรงความต้องการมากที่สุด สะดวกที่สุด ก็เลยมีการพูดถึง

WEB 4.0 คืออะไร
WEB 4.0 หรือบางทีเขาเรียกกันว่า “A Symbiotic web” คือเว็บที่ทำงานแบบ Artificial Intelligence (AI) ที่ฉลาดมากยิ่งขึ้น คอมพิวเตอร์สามารถคิดได้ มีความฉลาดมากขึ้น ในการอ่านทั้งเนื้อหา ข้อความ และรูปภาพ  หรืวีดีโอ สามารถที่จะตอบสนองหรืตัดสินใจได้ว่าจะ load ข้อมูลอะไร จากไหน ที่จะให้ประสิทธิภาพดีที่สุดมาให้ผู้ใช้งานก่อนก่อน  และนอกจากนี้ยังมีรูปแบบการนำมาแสดงที่รวดเร็ว เว็บ 4.0 จะทำให้เว็บ หรือข้อมูลต่างๆ สามารถทำงานได้แทบจะทุก Device หรืออาจจะช่วยระบุตัวตนที่แท้จริงของผู้ใช้เอง






INTERNET TOOLS 


  • E-mail 
  • Instant messaging (IM) and Internet Relay Chat (IRC) 
  • Usenet newsgroups 
  • FTP file transfer 
  • Telnet 
  • Blogs 
  • RSS (Really Simple Syndication)
  • World Wide Web 
  • IPTV 
  • BitTorrent




วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สรุป บทที่ 1 Introduction to E-Business and E- Commerce

Introduction to E-Business and E- Commerce

                       ปัจจุบัน มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อาทิเช่น internet  WWW และ การสื่อสารแบบไร้สาย ในองค์กรธุรกิจมานานมากกว่า 15 ปี นับตั้งแต่ มีการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นครั้งแรก โดย Sir Tim Berners-Lee ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 

                       E-Business คือ การดำเนินกิจกรรมทาง “ธุรกิจ”ต่างๆ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์การใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้กระบวนการทางธุรกิจ มีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของคู่ค้า
                       E-Commerce คือ  พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce) คือ การทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในทุกช่องทางที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์




ความแตกต่างระหว่าง e-commerce กับ e-business

                  พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจ โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ECRC Thailand,1999) ในการผลิต การกระจาย การตลาด การขาย หรือการขนส่งผลิตภัณฑ์ และบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (WTO,1998) ขบวนการที่ใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำธุรกิจที่จะบรรลุเป้าหมายขององค์กร ธุรกรรมทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ทั้งในระดับองค์กร และส่วนบุคคล บนพื้นฐานของการประมวล และการส่งข้อมูลดิจิทัล ที่มีทั้งข้อความ เสียง และภาพ (OECD,1997)  การทำธุรกิจทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการประมวล และการส่งข้อมูลที่มีข้อความ เสียง และภาพ ประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการขายสินค้า
 
ผลกระทบของ E-Business

                  -  การเจริญเติบโตของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค
                  -  วิดีโอเป็นสื่อมัลติมิเดียสมัยใหม่ ต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมด้วย
                  -  การเจริญเติบโตของ Mobile Commerce ซื้อขายทางโซเชี่ยลมีมาก
                  -  การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ควบคุมโดย ดาวเทียม, พิกัด

Timeline of web sites indicating innovation in business model or marketing 


โลกเสมือน (Virtual World) 

                     คือ การจำลองสภาพแวดล้อม ที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานของผู้ใช้หลายคน พร้อมๆ กัน ผ่านเครือข่ายออนไลน์ นั่นหมายความว่า โลกเสมือนจะต้องรองรับ การใช้งานของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา (24 ชั่วโมงต่อวัน) 


Location Based Services (LBS)  

                   เป็นบริการอย่างหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไร้สาย  ที่ทำให้บุคคลหรือองค์กรใดๆ  ระบุตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้อุปกรณ์ไร้สายได้อย่างแม่นยำ ลักษณะบริการที่พบเห็นบ่อยคือคำถาม “ตอนนี้เราอยู่ที่ไหน?” “จะไปที่สถานที่ที่ต้องการได้อย่างไร?” “มีอะไรอยู่แถวนี้บ้าง?” ซึ่งเป็นการค้นหาสถานที่ คน สัตว์ หรือ สิ่งของ


บริการเครือข่ายสังคม (social network service)

                    เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น


BI : Business Intelligence
        การรวบรวมข้อมูลข่าวสารด้านตลาด ข้อมูลลูกค้า และ คู่แข่งขัน

EC : E-Commerce
         เทคโนโลยีที่ช่วยทำให้เกิดการสั่งซื้อ การขาย การโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ต

CRM : Customer Relationship Management
         การบริหารจัดการ การบริการ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจกับทั้งสินค้า บริการ และ บริษัท – ระบบ CRM จะใช้ไอทีช่วยดำเนินงาน และ จัดเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการบริการลูกค้า

SCM : Supply Chain Management
         การประสาน ห่วงโซ่ทางธุรกิจ ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ผู้ผลิต ผู้จัดส่ง ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก จนถึงมือผู้บริโภค

ERP : Enterprise Resource Planning
          กระบวนการของสำนักงานส่วนหลัง และ การผลิต เช่น การรับใบสั่งซื้อการจัดซื้อ การจัดการใบส่งของ การจัดสินค้าคงคลัง แผนและการจัดการการผลิต– ระบบ ERP จะช่วยให้ประบวนการดังกล่าวมีประสิทธิภาพและลดต้นทุน


The distinction between buy-side and sell side e-Commerce




Definition of the relationship between e-Commerce and e-Business




The relationship between Intranets, Extranets and The Internet